ประกันชีวิตกับการลดหย่อนภาษี

By | 27/06/2014

ซื้อประกันลดหย่อนภาษี

นอกจากการหักลดหย่อนภาษีด้วยวิธีการต่างๆ แล้ว การทำประกันชีวิต ก็เป็นหนึ่งในวิธีการลดหย่อนภาษีตามนโยบายของรัฐ

มีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นการออมของประชาชนให้เกิดขึ้น เพื่อจะช่วยให้ประชาชนมีเงินออม เอาไว้ใช้ในอนาคต โดยไม่ไปสร้างความเดือดร้อน ให้กับลูกหลาน



ช่วยให้เราสามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้ โดยกระทบกับการเงิน และรายได้ในส่วนอื่นๆ น้อยที่สุด

 

สำหรับการลดหย่อนภาษี ด้วยการทำประกันชีวิตในที่นี้ จะขอกล่าวถึงในส่วนหนึ่งแสนแรก และสองแสนหลัง

โดยในหนึ่งแสนแรก หมายถึง การหักภาษีลดหย่อนได้ไม่เกิน 1 แสนบาท และเป็นประกันชีวิตที่มีการคุ้มครองมากกว่า 10 ปี

และในส่วนสองแสนหลัง จะสามารถหักลดหย่อนได้มากสุดที่ 2 แสนบาท แต่จะไม่สามารถเกิน 15% ของรายได้ และต้องเป็นประกันชีวิตประเภทบำนาญเท่านั้น จึงจะสามารถทำการเข้าลดหย่อนภาษีได้

 

มาถึงส่วนของการวางแผน ซื้อประกันชีวิตแบบบำนาญ ผู้ซื้อจะต้องมีการศึกษารายละเอียด และทำความเข้าใจการทำประกันก่อนการตัดสินใจ

โดยให้พิจารณาจากผู้ที่ต้องการลดหย่อนภาษีว่า ต้องการได้รับเงินบำนาญในแบบใด ซึ่งประกันชีวิตแบบทั่วไป และประกันแบบบำนาญ จะมีความแตกต่างกัน

 

โดยประกันชีวิตแบบทั่วไป จะมีเป้าหมายของการคุ้มครองความเสี่ยงทางการเงิน เมื่อเกิดการเสียชีวิตเกิดขึ้น

แต่ในส่วนของประกันแบบบำนาญ จะเป็นการมุ่งเน้นจัดการความเสี่ยงในด้านการเงิน หลังจากที่ผู้เอาประกันเกษียณอายุราชการ

 

ซึ่งเป็นช่วงที่ตนเองอาจจะขาดรายได้ หรือไม่สามารถประกอบอาชีพอะไรได้อีก ซึ่งจะช่วยให้ผู้เอาประกันสามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้อีก แม้ว่าจะไม่มีรายได้ก็ตาม

 

ดังนั้น หากเรามีการวางแผนการเงินที่ดี จะช่วยให้เราสามารถใช้การประกันชีวิตแบบบำนาญ มาช่วยในการลดหย่อนภาษีได้สูงสุดถึง 2 แสนบาทต่อปี

การทำประกันชีวิต จึงเป็นการวางแผนรูปแบบการเงินชนิดหนึ่ง ที่นอกจากจะช่วยคุ้มครองชีวิตแล้ว ยังสามารถเป็นหลักประกัน การออมเงินของเราได้อีกทางหนึ่ง

 

เงื่อนไขของการขอลดหย่อนภาษี

1. กรมธรรม์ที่มีนั้น จะต้องเป็นเงิน หรือผลตอบแทนไม่เกินร้อยละ 20 ของเบี้ยประกันชีวิตสะสม

2. เบี้ยประกันชีวิต ที่นำเอาไปใช้ในการลดหย่อนภาษีได้นั้น จะต้องเป็นเบี้ยประกันชีวิตหลัก เพียงอย่างเดียวเท่านั้น และส่วนในเบี้ยเพิ่มเติมอื่นๆ จะไม่สามารถนำเอาไปลดหย่อนภาษีได้

3. ต้องเป็นกรมธรรม์ที่มีความคุ้มครองมากกว่า 10 ปีขึ้นไป และผู้เอาประกันจะต้องอาศัย และทำงานอยู่ในประเทศไทย

 

ดังนั้น เราจะเห็นได้ว่า การทำประกัน เป็นการออมเงินรูปแบบหนึ่ง ที่จะช่วยให้เราสามารถวางแผนทางการเงินได้อย่างมั่นคง ช่วยให้เกิดการคุ้มครองทั้งตนเอง และคนในครอบครัว ให้ได้รับผลประโยชน์อีกทางหนึ่งด้วย