ทำประกันกับธนาคาร

หลายคนอาจจะเคยได้ยินผ่านหู หรือเจอมากับตัวแล้วบ้าง กับการที่ธนาคารยื่นขอเสนอ เพื่อขายประกันชีวิตให้ โดยพนักงานธนาคาร มักจะไม่บอกเราตรงๆ ว่านั่นคือการทำประกัน

เพราะอาจจะเนื่องมาจากมุมมองในแง่ลบ ที่มีต่อระบบการทำประกันต่างๆ ที่เราต้องพบเจอ แต่ทางพนักงานจะบอกกับเราว่า เป็นวิธีการออมเงินรูปแบบใหม่ในระยะยาว และจะได้รับผลตอบแทนคืนกลับไป เมื่อออมเงินครบกำหนดตามสัญญาที่ระบุเอาไว้



 

โดยเงินที่ได้นั้น จะมีปริมาณมากกว่าการออมเงินธรรมดาทั่วไป แล้วยังมีพร้อมกับของแถม และสิทธิพิเศษในด้านการคุ้มครองชีวิตต่างๆ มากมาย จนทำให้หลายคนเกิดตกลงใจแบบงงๆ โดยไม่รู้ว่านั่นคือการทำประกันชีวิตแบบไม่รู้ตัว

ทำให้บางคนโดนหักเงินจากบัญชีมากขึ้นในแต่ละปี แถมยังไม่ทราบถึงเงื่อนไขสิทธิที่ตนเองจะได้รับ จนเกิดการเสียเปรียบตามมาได้

 

ดังนั้น เมื่อได้ยินพนักงานธนาคาร ชักจูงเราให้ออมเงินรูปแบบใหม่

ที่จะได้เงินมากกว่าการออมเงินธรรมดาทั่วไปแล้ว ให้เรารู้เอาไว้ได้ในทันทีว่า นั่นคือการทำประกันรูปแบบหนึ่ง

ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ไม่ใช่การออมเงินแบบทั่วไป มีข้อได้เปรียบเสียเปรียบแตกต่างกันออกไป

 

โดยเฉพาะคนที่ไม่ค่อยมีความเข้าใจ ในเรื่องระบบการหักเงินในบัญชี เพื่อจ่ายเบี้ยประกันจากธนาคารแล้ว ก็อาจจะส่งผลให้เราเกิดการขาดส่งเบี้ยประกัน

เมื่อถึงเวลาที่กำหนด ก็จะทำให้เราถูกตัดสิทธิในการได้รับการคุ้มครอง ไปพร้อมๆ กับเบี้ยประกันที่จ่ายไปอย่างเปล่าประโยชน์

 

สำหรับการทำประกันในธนาคาร ก็ไม่ต่างไปจากการทำประกันทั่วไป

เพียงแต่เราจะต้องไม่หลงกลพนักงานธนาคาร ที่เร่งทำยอดให้ลูกค้าหันมาซื้อประกันกันมากขึ้น

ดังนั้น หากเราตั้งใจที่จะทำประกันผ่านทางธนาคาร โดยมีการตัดยอดรายปี ผ่านบัตรเอทีเอ็มของเราแล้ว เราควรศึกษาข้อมูลกรมธรรม์ ผลตอบแทน อายุสัญญา และความคุ้มครองต่างๆ อย่างละเอียด

 

โดยเราอาจจะต้องร้องขอข้อมูลทั้งหมด จากพนักงานด้วยตนเอง เนื่องจากพนักงาน มักจะไม่ค่อยชี้แจงถึงสิทธิประโยชน์และข้อตกลงต่างๆ ให้เราได้ทราบ

เมื่อถึงเวลาที่เราจะได้รับเงินประกัน กลับพบว่าตนเองถูกตัดออกไป ตามข้อยกเว้นที่ทางพนักงานไม่ได้แจ้งเอาไว้ จนทำให้เราเสียเงินประกันไปอย่างสูญเปล่า

 

โดยสรุปแล้ว หากเราต้องการทำประกันชีวิตกับธนาคาร เพื่อวางแผนการออมเงินอีกรูปแบบหนึ่ง

เราจะต้องมั่นใจได้ว่า ตนเองสามารถจ่ายเบี้ยประกันได้ ตามกำหนดตลอดอายุสัญญา เพื่อเราจะได้ทั้งสิทธิคุ้มครอง และเงินประกันเพิ่มเข้ามาในอนาคต

แต่หากใครยังไม่มั่นใจว่า ตนเองจะมีสภาพคล่องทางการเงินที่ดี ก็อาจจะต้องหันมาออมเงินในรูปแบบธรรมดาเสียก่อน เพื่อป้องกันการสูญเสียเบี้ยประกัน ไปโดยเปล่าประโยชน์นั่นเอง