เบี้ยประกันคือ

หากพูดถึงการทำประกันภัยแล้ว มักจะต้องประด้วยองค์ประกอบด้วยกัน 4 ส่วน จึงจะทำให้เกิดการทำประกันได้

นั่นก็คือ ต้องมีบริษัทประกันหรือผู้รับทำประกัน มีผู้เอาประกันหรือผู้ที่ต้องการทำประกัน กรมธรรม์หรือหนังสือสัญญา และอีกส่วนหนึ่งก็คือ เบี้ยประกันหรือค่าตอบแทนแก่บริษัทประกัน



 

เมื่อใดก็ตาม ที่ชีวิตของเรายังคงมีความเสี่ยงอยู่ในทุกเมื่อเชื่อวัน และเราไม่สามารถที่จะคาดเดาได้ ว่าอุบัติเหตุหรือเหตุการณ์เสี่ยงภัยทั้งหลาย จะเกิดขึ้นกับเราเมื่อไหร่

เราจึงต้องมีการกระจายความเสี่ยงให้กับตนเอง นั่นก็ส่งผลให้บริษัทประกันถือกำเนิดขึ้นมา และกลายเป็นผู้ที่ทำหน้ารับความเสี่ยงให้กับเรา

 

ดังนั้น เบี้ยประกัน

จึงเปรียบเสมือนการจ่ายค่าตอบแทน หรือเป็นสินน้ำใจ ให้กับผู้ที่ทำหน้าที่เสียสละรับความเสี่ยงแทนเรา

เมื่อใดก็ตาม ที่เกิดเหตุการณ์อันไม่คาดฝันเกิดขึ้น ผู้รับประกันเหล่านี้ก็มีหน้าที่ ที่จะต้องจ่ายค่าเสียหาย ตามที่ได้ตกลงกันเอาไว้ ในสัญญาให้กับเรานั่นเอง

 

และถ้าหากเราพูดถึงเบี้ยประกัน ในแง่ของความเป็นจริงแล้ว

มันก็คือ จำนวนเงินจำนวนหนึ่ง ที่ผู้เอาประกันจะต้องจ่ายให้แก่บริษัทประกันภัย ตามข้อตกลงที่ได้ทำสัญญากันเอาไว้ในกรมธรรม์

ซึ่งจำนวนของเบี้ยประกันนี้ ไม่ตายตัว ขึ้นอยู่กับประเภทและชนิดของประกันที่เราทำ รวมไปถึงลักษณะของการครอบคลุมความเสี่ยงต่างๆ ของผู้เอาประกันที่เลือกไว้

หากผู้เอาประกัน เลือกประกันที่มีการครอบคลุมความเสี่ยงเอาไว้มาก ก็จะส่งผลให้เบี้ยประกันแพง ส่วนใครที่เลือกประกันครอบคลุมน้อย ก็จะมีเบี้ยประกันถูกลงมาตามลำดับ

 

การเก็บเบี้ยประกันของบริษัทประกัน

จะมีการวางแผน และวิเคราะห์ผลกำไรมาแล้วเป็นอย่างดี เพื่อให้เงินทุนสามารถหมุนเวียนภายในบริษัทได้อย่างคล่องตัว บวกกับคุ้มค่ากับผลกำไรที่ได้รับ

ดังนั้น ค่าเบี้ยประกันที่เรียกเก็บจากผู้เอาประกันนั้น จะเป็นการรวมเอาค่าต้นทุน บวกกับค่ากำไรที่บริษัทควรได้ เอาไว้เป็นที่เรียบร้อย

ส่วนผู้เอาประกัน ที่ต้องมีการจ่ายค่าเบี้ยประกัน จะจ่ายเป็นรายปี ตามที่กำหนดเอาไว้อย่างต่อเนื่อง และสม่ำเสมอ เพื่อให้เกิดการคุ้มครองจากบริษัทประกัน

 

เบี้ยประกันภัยของแต่ละบริษัท อาจจะมีความแตกต่างกันออกไป

แม้ว่าจะเป็นประกันชนิดเดียวกัน มีความคุ้มครองเหมือนกัน

นั่นก็เนื่องมาจากลักษณะความน่าเชื่อถือของบริษัท เงื่อนไขต่างๆ ส่วนลดหย่อน สิทธิพิเศษ ต้นทุนของบริษัทประกัน ลักษณะการบริการ และปัจจัยอื่นๆ อีกหลายอย่าง

 

อย่างไรก็ตาม เบี้ยประกันที่เกิดขึ้นนั้น จะต้องไม่แพงจนดูน่าเกลียด มีความเหมาะสมกับประกันภัยที่ผู้เอาประกันได้เลือกเอาไว้

รวมไปถึงผู้เอาประกัน จะต้องมีความพึงพอใจ และทางบริษัทประกัน จะต้องสามารถหมุนเวียนระบบการเงินในองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย